ลดภาระงานด้านเอกสารลง 40% การบริหารจัดการลูกค้าอย่างทั่วถึงช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่การคว้าสัญญาขนาดใหญ่จากดีลเลอร์รายใหญ่
ความสำเร็จการใช้งาน KANNA จากลูกค้า
Pal Communications Co., Ltd.
ลดภาระงานด้านเอกสารลง 40% การบริหารจัดการลูกค้าอย่างทั่วถึงช่วยสร้างความไว้วางใจและนำไปสู่การคว้าสัญญาขนาดใหญ่จากดีลเลอร์รายใหญ่
Electricity, Gas, Heat Supply, and Water Services
Japan


Company Name
Pal Communications Co., Ltd.
Number of Employees
20
Business Activities
หากต้องการแปลเป็นภาษาไทยในลักษณะรายการธุรกิจของบริษัท สามารถใช้ได้ดังนี้: งานก่อสร้างและติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร (Electrical and Communication Construction) การสำรวจและตรวจสอบปัญหาคลื่นรบกวนทางวิทยุ (Radio Interference Investigation) ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Generation Systems) อุปกรณ์และระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Equipment)
Services
KANNA Project
Pal Communications Co., Ltd. ได้ขยายธุรกิจจากงานก่อสร้างระบบโทรคมนาคม จนปัจจุบันมีผลงานติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบธุรกิจ B2B2C ที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก บริษัทจึงเผชิญกับความท้าทายด้านการแบ่งปันข้อมูลและการปรับข้อมูลให้เหมาะกับแต่ละฝ่าย (Personalization)
ในบทความนี้ เราได้พูดคุยกับคุณอิชิซาวะ ผู้จัดการฝ่ายขาย และคุณฮาระ เจ้าหน้าที่สนับสนุนงานขาย เกี่ยวกับการนำ KANNA มาใช้งาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระงานด้านเอกสารได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังช่วยสนับสนุนงานขายจนสามารถคว้าสัญญาใหม่จากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่ได้อีกด้วย
Background And Effects of KANNA Implementation
Issue
ความท้าทายก่อนนำ KANNA มาใช้
กระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนและการปรับข้อมูลให้เหมาะกับแต่ละฝ่าย
มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของเรา ดีลเลอร์ บริษัทพันธมิตร และลูกค้า ทำให้เกิดข้อโต้แย้งหรือความไม่ตรงกันอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับรายละเอียดที่ได้มีการพูดคุยหรือตกลงกันไว้ช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย
การร้องขอและประสานงานดำเนินการผ่านโทรศัพท์ อีเมล แฟกซ์ และช่องทางอื่น ๆ ทำให้ข้อมูลมักกระจุกอยู่กับผู้รับผิดชอบแต่ละคน และผู้อื่นไม่สามารถรับรู้สถานะงานได้อย่างทั่วถึงการจัดการรูปถ่ายที่ยุ่งยาก
การนำเข้ารูปภาพจากกล้องดิจิทัลและส่งต่อทางอีเมลใช้เวลามาก ทำให้ไม่สามารถแบ่งปันข้อมูลภาพถ่ายได้แบบเรียลไทม์ และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการติดตามงานและประสานงานร่วมกันได้ยากขึ้น.
Key Factors For Implementation
ใช้งานง่าย เข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย
อินเทอร์เฟซใช้งานง่ายและเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณ แม้แต่บริษัทคู่ค้าและพนักงานของดีลเลอร์ที่ไม่คุ้นเคยกับเครื่องมือด้านไอทีก็สามารถเริ่มใช้งานได้ทันทีทำหน้าที่เสมือน “แฟ้มประวัติลูกค้า” (Customer Chart)
สามารถกำหนดรายการข้อมูลตามลูกค้าแต่ละราย และบริหารจัดการความคืบหน้าของงานได้จากศูนย์กลางเดียวอุปสรรคในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกต่ำ
มั่นใจได้ว่าการประสานงานและการทำงานร่วมกับคู่ค้าภายนอกจะเป็นไปอย่างราบรื่น
Effects and Improvements
ลดงานธุรการได้ 30–40%
ลดการกรอกข้อมูลลงใน Excel ด้วยตนเอง ข้อมูลลูกค้ากว่า 200–300 รายสามารถตรวจสอบและติดตามได้ทั้งหมดผ่าน KANNA เพียงระบบเดียวคว้าสัญญาจากดีลเลอร์รายใหญ่ได้สำเร็จ
ระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยได้รับการยอมรับอย่างสูง จนสามารถนำไปสู่การได้รับสัญญาจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่“รหัสผ่านก็คือ KANNA” เครื่องมือที่เชื่อมโยงความไว้วางใจและความปลอดภัยเข้าด้วยกัน
การแสดงสถานะงานด้วยสีที่แตกต่างกันและฟังก์ชันการรายงานผล ช่วยให้สามารถติดตามงานได้อย่างครบถ้วน และ ไม่มีการตกหล่นในการตอบกลับลูกค้าแม้แต่ครั้งเดียว (Zero Missed Responses)
ผู้ให้สัมภาษณ์

Taku Ishizawa, Sales Manager, Niigata Sales Office, Pal Communications Co., Ltd. Kaori Hara, Sales Assistant, Niigata Sales Office
— ก่อนอื่น อยากให้เล่าถึงธุรกิจของบริษัท และภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของบริษัทให้ฟังหน่อยครับ
คุณอิชิซาวะ:
บริษัทของเรามีฐานการดำเนินงานอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานใหญ่ในเมืองนีงาตะ จังหวัดนีงาตะ และสำนักงานในกรุงโตเกียว เดิมทีเราอยู่ในธุรกิจด้านโทรคมนาคม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เราก็ปรับตัวเข้าสู่งานด้านไฟฟ้า ซึ่งมีความใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมก่อสร้างมากกว่า
ปัจจุบัน ธุรกิจหลักของเราประกอบด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, การติดตั้งไฟ LED และการสำรวจปัญหาสัญญาณรบกวนทางคลื่นวิทยุ
ในบรรดาธุรกิจเหล่านี้ เราให้ความสำคัญกับธุรกิจอุปกรณ์ชาร์จ EV เป็นพิเศษ แม้ว่าธุรกิจนี้จะมีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งเริ่มเติบโตอย่างจริงจังและได้รับแรงขับเคลื่อนมากขึ้นในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นครับ.

ธุรกิจของเรามีทั้งรูปแบบ B2B และ B2C แต่ลูกค้าหลักคือดีลเลอร์รถยนต์
คุณอิชิซาวะ:
ธุรกิจของเรามีลักษณะทั้งแบบ B2B และ B2C แต่ลูกค้าหลักของเราคือตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (ดีลเลอร์) งานส่วนใหญ่ประมาณ 90% มาจากการแนะนำของดีลเลอร์รถยนต์แบรนด์ใหญ่ต่าง ๆ ขณะที่งานที่มาจากผู้ใช้งานปลายทางโดยตรงมีเพียงประมาณ 10% เท่านั้น
เวลาที่คุณซื้อรถ คุณก็ซื้อผ่านดีลเลอร์ใช่ไหมครับ? รถยนต์ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของการติดตั้งเครื่องชาร์จ ดีลเลอร์จะเป็นผู้แนะนำลูกค้ามาให้เรา จากนั้นเราจะทำสัญญากับลูกค้า เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ และประสานงานกับบริษัทพันธมิตรทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตั้งแต่การนัดหมาย การสำรวจหน้างาน การจัดทำใบเสนอราคา ไปจนถึงการติดตั้งจริง
ความเสี่ยงจากปัญหา “ใครพูดอะไรไว้” และการกระจายตัวของข้อมูล
— ปัญหาหลักของระบบบริหารความคืบหน้าแบบเดิมคืออะไร?
คุณอิชิซาวะ:
ลักษณะเฉพาะของธุรกิจนี้คือมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งบริษัทของเรา ดีลเลอร์ ลูกค้า และบริษัทพันธมิตรในแต่ละพื้นที่
ในอดีตยังไม่มีรูปแบบมาตรฐานสำหรับการรับงาน โครงการต่าง ๆ ถูกส่งเข้ามาผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นอีเมล โทรศัพท์ แฟกซ์ และวิธีอื่น ๆ ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายและผูกติดอยู่กับผู้รับผิดชอบแต่ละคนได้ง่าย
เมื่อมีการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ ข้อมูลบางส่วนอาจสูญหาย เกิดปัญหาประเภท “พูดไว้หรือไม่ได้พูดไว้” และยังต้องเสียเวลาในการติดต่อสอบถามความคืบหน้ากันอยู่เสมอ ส่งผลให้ต้นทุนด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้น
คุณฮาระ:
การจัดการรูปถ่ายหน้างานก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ต้องนำรูปที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลหรือสมาร์ตโฟนมาโอนไปยังคอมพิวเตอร์ จากนั้นแยกเก็บเป็นโฟลเดอร์ สร้างไฟล์ ZIP แล้วส่งทางอีเมล ซึ่งใช้เวลามาก
บริษัทพันธมิตรบางแห่งอาจส่งรูปผ่านแอปพลิเคชันแชต แต่สุดท้ายก็ยังต้องนำรูปเหล่านั้นมาเก็บในคอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการภายในองค์กรอยู่ดี กระบวนการเหล่านี้ทำให้การทำงานล่าช้าและยากต่อการแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์
ให้ความสำคัญกับ “การใช้งานที่เข้าใจง่าย” มากกว่า “ความสามารถที่หลากหลาย”
— อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจนำ KANNA มาใช้?
คุณอิชิซาวะ:
ที่ผ่านมาเราเคยทดลองใช้เครื่องมือหลายประเภทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างแพร่หลายภายในองค์กร เพราะมีฟังก์ชันมากเกินไปและใช้งานได้ไม่เป็นธรรมชาติ
สำหรับการทำงานร่วมกับคนจำนวนมาก ทั้งดีลเลอร์ภายนอกและบริษัทพันธมิตร เราเชื่อว่าเครื่องมือที่ใคร ๆ ก็เข้าใจและใช้งานได้ง่าย มีความสำคัญมากกว่าเครื่องมือที่มีฟังก์ชันซับซ้อนจำนวนมาก
จริง ๆ แล้ว ผมเคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการหนึ่งของบริษัทขนาดใหญ่ในฐานะสมาชิกภายนอก และได้มีโอกาสใช้ KANNA ตอนนั้นเองที่ผมประทับใจในความใช้งานง่ายของระบบ และได้รู้จัก KANNA เป็นครั้งแรก
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกใช้ คือ
ความใช้งานง่ายและเข้าใจได้ทันที
ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization) ได้อย่างยืดหยุ่นตามลักษณะงาน
ในกรณีของเรา เราไม่ได้ต้องการใช้ระบบเพียงเพื่อบริหารจัดการ “หน้างานก่อสร้าง” เท่านั้น แต่ต้องการใช้เป็นเสมือน “แฟ้มประวัติลูกค้า” สำหรับติดตามความคืบหน้าของลูกค้าแต่ละราย ซึ่งเราเชื่อว่า KANNA สามารถตอบโจทย์นี้ได้
ใช้งานเป็น “แฟ้มบริหารลูกค้า” และจัดการสถานะด้วยระบบสีแบบรวมศูนย์
— ปัจจุบันใช้งาน KANNA อย่างไรบ้าง?
คุณฮาระ:
เราใช้ KANNA เป็นเครื่องมือบริหารจัดการในระดับ “ลูกค้าแต่ละราย” มากกว่าการบริหารจัดการตาม “หน้างานก่อสร้าง”
โดยเราจะสร้างเทมเพลตสำหรับบันทึกข้อมูล เช่น
ชื่อลูกค้า
รุ่นรถ
วันที่ส่งมอบรถ
วันที่ต้องการให้เข้าสำรวจหน้างาน
และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บรวบรวมไว้ในลักษณะเดียวกับ เวชระเบียนหรือแฟ้มประวัติลูกค้า ทำให้สามารถติดตามสถานะและประวัติของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง.

เราใช้งานฟังก์ชัน “การบริหารความคืบหน้า” อย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ
คุณฮาระ:
ฟังก์ชันที่เราใช้งานมากที่สุดคือ การบริหารความคืบหน้า (Progress Management)
เราใช้ระบบกำหนดสีเพื่อแสดงสถานะของแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น
การรับคำสอบถามจากลูกค้า
การสำรวจหน้างาน
การจัดทำใบเสนอราคา
การทำสัญญา
การนัดหมายติดตั้ง
การดำเนินงานติดตั้ง
การส่งมอบและปิดงาน
การใช้สีแยกสถานะช่วยให้ทุกคนสามารถมองเห็นและเข้าใจความคืบหน้าของแต่ละโครงการได้ทันที
นอกจากนี้ ระบบยังส่งการแจ้งเตือนไปยังทั้งพนักงานของเราและบุคลากรของดีลเลอร์ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถรับรู้ความคืบหน้าของงานแต่ละโครงการได้แบบเรียลไทม์ และทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
เรายังใช้ฟังก์ชัน รายงานหน้างาน (On-site Reporting) อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย โดยให้พนักงานอัปโหลดรูปภาพจากสมาร์ตโฟนทันทีหลังจากการสำรวจหน้างานหรือหลังเสร็จสิ้นการติดตั้ง
วิธีการนี้ช่วยลดภาระงานเอกสารหลังกลับถึงสำนักงานได้อย่างมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลานำรูปภาพมาถ่ายโอน จัดเก็บ และจัดทำรายงานภายหลังเหมือนในอดีต ส่งผลให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้นและข้อมูลสามารถแชร์ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบได้ทันที.

▲ “ความคืบหน้า” ถูกแบ่งหมวดหมู่และกำหนดสีอย่างชัดเจน ทำให้สามารถตรวจสอบสถานะได้ในทันที

▲ แต่ละโครงการจะแสดงเป็นกล่องสี โดยใช้สีแยกตามพื้นที่รับผิดชอบ
สีเหลือง = จังหวัดอากิตะ (Akita)
สีแดง = จังหวัดยามากาตะ (Yamagata)
สีน้ำเงิน = จังหวัดอาโอโมริ (Aomori)
ลดภาระงานธุรการลง 40% พร้อมได้รับสัญญาขนาดใหญ่จากระบบบริหารจัดการที่น่าเชื่อถือ
— เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนนำ KANNA มาใช้ ปริมาณงานด้านการบริหารโครงการลดลงมากน้อยเพียงใด และได้รับประโยชน์อะไรบ้าง?
คุณอิชิซาวะ:
ผมรู้สึกว่าเราสามารถลดภาระงานธุรการลงได้ประมาณ 40%
ในอดีต เราต้องกรอกข้อมูลลงใน Excel ด้วยตนเอง แต่หลังจากรวบรวมงานบริหารจัดการทั้งหมดมาไว้ใน KANNA การทำงานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดคือ ข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในหัวของผมได้รับการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ
ก่อนหน้านี้ เราเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ในเอกสารกระดาษ ต้องคอยเปิดตรวจสอบและเขียนข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอ แต่ปัจจุบันเราสามารถบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากกว่าเดิมได้จากศูนย์กลางบน KANNA
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็สามารถ
ตรวจสอบข้อมูลที่จำเป็นได้ทันที
อัปเดตข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
ทำให้ความคล่องตัวในการทำงานนอกสถานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
แต่ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากแบ่งปันคือ ผลลัพธ์ทางด้านการขาย
เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เราได้รับสัญญาใหม่จากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่แห่งหนึ่ง
ในโครงการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV แบบ B2B2C ของพวกเขา ดีลเลอร์กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ในเรื่อง
การบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า
การป้องกันความผิดพลาดและข้อร้องเรียนต่าง ๆ
เมื่อเราเสนอแนวทางการทำงานของเรา พร้อมอธิบายว่า
"การใช้ KANNA จะช่วยให้สามารถมองเห็นความคืบหน้าของงานได้อย่างชัดเจน และลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการลูกค้า"
ทางดีลเลอร์ให้การประเมินระบบบริหารจัดการของเราในระดับสูงมาก และนั่นนำไปสู่การได้รับสัญญาดังกล่าว
ปัจจุบัน KANNA จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น
เครื่องมือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
เครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ
เครื่องมือสนับสนุนการขายที่ทรงพลัง
อีกด้วย
มุ่งสู่ “ระบบรับงานอัตโนมัติแบบสมบูรณ์”
— ในอนาคตมีระบบงานหรือแนวทางการใช้งาน KANNA ที่อยากทำให้เกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือไม่?
คุณอิชิซาวะ:
ในอนาคต เราต้องการผลักดันการทำงานอัตโนมัติตั้งแต่ขั้นตอนต้นทาง หรือก็คือกระบวนการรับคำสั่งงาน (Order Processing)
เราต้องการเชื่อมต่อ KANNA เข้ากับแบบฟอร์มสมัครออนไลน์ เพื่อให้ข้อมูลที่ลูกค้าและผู้แนะนำกรอกเข้ามาถูกส่งเข้าสู่ KANNA โดยอัตโนมัติ
หากสามารถทำได้จริง จะเกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น
ลดภาระการกรอกข้อมูลซ้ำ
ลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ
ทำให้กระบวนการทำงานราบรื่นมากขึ้น
สร้างระบบที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น
และเราเชื่อว่าระบบลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าและความน่าสนใจให้กับบริการของเราต่อคู่ค้าทางธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น.

“รหัสผ่านคือ KANNA” เครื่องมือที่เชื่อมโยงความไว้วางใจและความมั่นใจ
— สุดท้ายนี้ หากต้องแนะนำ KANNA ให้กับบริษัทที่ทำธุรกิจลักษณะใกล้เคียงกัน คุณจะบอกว่าอย่างไร?
คุณอิชิซาวะ:
พูดตามตรง ผมไม่ค่อยอยากบอกบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเท่าไร เพราะเดี๋ยวจะยิ่งเพิ่มการแข่งขันให้กับเรา (หัวเราะ)
แต่หากต้องแนะนำจริง ๆ ผมคงจะพูดถึงสองประเด็นหลัก คือ
การลดต้นทุนผ่านการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์
การป้องกันปัญหาและความผิดพลาดในการดำเนินงาน
KANNA ช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งในแนวตั้งภายในองค์กร และในแนวนอนระหว่างบริษัทพันธมิตรและคู่ค้าทางธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยบริหารความเสี่ยง พร้อมปกป้องข้อมูลลูกค้าที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน ภายในบริษัทและในเครือข่ายพันธมิตรของเรา มีประโยคที่ใช้กันจนกลายเป็นภาษากลาง เช่น
“ใส่ข้อมูลไว้ใน KANNA ก่อนก็แล้วกัน”
“คอยเช็กใน KANNA นะ”
และบางครั้งถึงขั้นพูดกันว่า
“รหัสผ่านคือ KANNA”
เพียงแค่ได้ยินคำนี้ ทุกคนก็รู้สึกถึงความมั่นใจและความน่าเชื่อถือร่วมกันได้ทันที
ผมคิดว่านี่แหละครับ คือคุณค่าที่แท้จริงของ KANNA — ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับจัดการงาน แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สร้าง ความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความอุ่นใจ ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.

Article Published on:



