Workflow คืออะไร? ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องมีระบบ Workflow

ในยุคดิจิทัลที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้น การจัดการงานและโครงการอย่างมีระบบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกองค์กร Workflow คือ กระบวนการที่ช่วยให้งานดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการส่งมอบผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ Workflow ที่ดีสามารถลดความผิดพลาด เพิ่มความโปร่งใส และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Workflow คืออะไร องค์ประกอบสำคัญและประเภทของ Workflow ตัวอย่างการใช้งานจริง ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อไม่มี Workflow เพื่อช่วยให้องค์กรไทยปรับใช้ Workflow ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Workflow คืออะไร?
Workflow คือ กระบวนการทำงานที่กำหนดขั้นตอนและลำดับงานให้ชัดเจน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย โดยระบุผู้รับผิดชอบ (Actor) ขั้นตอน (Process) ข้อมูลนำเข้า (Input) ผลลัพธ์ (Output) และกฎเกณฑ์ (Rules) ที่ต้องปฏิบัติ การมี Workflow ที่ดีช่วยให้องค์กรทำงานเป็นระบบ ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าใครต้องทำอะไร เมื่อใด และอย่างไร ลดงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดจากการสื่อสารไม่ชัดเจน และติดตามความคืบหน้าของงานได้แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ Workflow ยังช่วยให้การทำงานมาตรฐานขึ้น (Standardization) ทำให้ทุกคนปฏิบัติตามขั้นตอนเดียวกัน เมื่อมีพนักงานใหม่ ก็สามารถเรียนรู้งานได้เร็วขึ้นเพราะมีคู่มือชัดเจน องค์กรยังสามารถวัดผล ปรับปรุง หรืออัตโนมัติขั้นตอนต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดเวลาที่สูญเปล่าในกระบวนการทำงาน และหากองค์กรมีระบบ Workflow แบบดิจิทัล จะยิ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแผนก อัปเดตสถานะแบบอัตโนมัติ และลดการพึ่งพาเอกสารกระดาษ ทำให้การอนุมัติ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกันรวดเร็วขึ้นหลายเท่า

องค์ประกอบสำคัญของ Workflow (Workflow Components)
ทุก Workflow ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่
- Input: สิ่งที่ต้องใช้ในการเริ่มงาน
Input คือข้อมูล เอกสาร หรือทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับเริ่มงาน เช่น ใบคำขอซื้อ ข้อมูลลูกค้า หรือข้อกำหนดโครงการ การระบุ Input อย่างชัดเจนช่วยลดความล่าช้าและมั่นใจได้ว่าทีมเริ่มงานด้วยข้อมูลครบถ้วน
- Process: ขั้นตอนการทำงาน
Process คือขั้นตอนหรือกิจกรรมที่ทำให้ Input กลายเป็น Output เช่น การตรวจสอบเอกสาร การจัดทำใบเสนอราคา การอนุมัติ หรือการจัดส่งงาน การกำหนด Process ที่ชัดเจนจะช่วยให้ทีมทำงานเป็นระบบและลดข้อผิดพลาด
- Actor: คนหรือทีมที่รับผิดชอบ
Actor คือผู้ที่รับผิดชอบแต่ละขั้นตอนของ Workflow เช่น พนักงานฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ หรือทีม IT การระบุ Actor ชัดเจนทำให้ทุกคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตน ลดความสับสนและความซ้ำซ้อน
- Output: ผลลัพธ์ของงาน
Output คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังทำงานเสร็จ เช่น เอกสารอนุมัติ งานเสร็จสมบูรณ์ ข้อมูลอัปเดต หรือรายงาน ช่วยให้ทีมเข้าใจเป้าหมายของงานและตรวจสอบความสำเร็จของ Workflow
- Rules: เงื่อนไข / การอนุมัติ / ลำดับต่อเนื่อง
Rules คือเงื่อนไขการทำงาน เช่น ใครต้องอนุมัติก่อน ขั้นตอนไหนทำซ้ำได้ หรือข้อจำกัดในการส่งงาน โดย Rules จะช่วยให้ Workflow มีมาตรฐานและทำงานได้ถูกต้องตามนโยบายขององค์กร
ประเภทของ Workflow ที่องค์กรนิยมใช้
การออกแบบ Workflow ต้องเลือกประเภทให้เหมาะสมกับงานและลักษณะองค์กร เพราะแต่ละแบบมีรูปแบบการทำงานและการไหลของข้อมูลที่แตกต่างกัน เมื่อเลือกประเภทได้ถูกต้อง จะช่วยให้องค์กรบริหารงานได้คล่องตัว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความแม่นยำในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ประเภทของ Workflow ที่องค์กรนิยมใช้มีดังนี้
- Sequential Workflow (แบบลำดับขั้น)
งานต้องดำเนินตามลำดับขั้นตอนจากเริ่มต้นจนจบ เหมาะกับงานที่ต้องทำทีละขั้นตอน เช่น การอนุมัติเอกสาร หรือการผลิตที่ต้องทำขั้นตอนต่อเนื่อง
- State Machine Workflow (ตามสถานะงาน)
Workflow จะเปลี่ยนสถานะตามเงื่อนไข เช่น งานอยู่ในสถานะ “รออนุมัติ” “อนุมัติแล้ว” และ “เสร็จสิ้น” เหมาะกับงานที่มีหลายสถานะ และอาจต้องกลับไปแก้ไขหรือปรับปรุงก่อนเสร็จสิ้น
- Rule-Based Workflow (ตามเงื่อนไข)
Workflow ถูกกำหนดตามเงื่อนไข เช่น หากค่าใช้จ่ายมากกว่า 50,000 ต้องอนุมัติโดยผู้จัดการเท่านั้น ช่วยให้ Workflow ยืดหยุ่นและลดความผิดพลาด
- Automated Workflow (อัตโนมัติ)
ระบบทำงานโดยอัตโนมัติ เช่น ส่งอีเมลแจ้งเตือน ย้ายงานไปขั้นถัดไป หรือสร้างรายงาน ฯลฯ ช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ
- Human Workflow (มีคนอนุมัติ ตรวจสอบ)
ต้องมีคนตรวจสอบและอนุมัติ เช่น อนุมัติค่าใช้จ่าย ตรวจสอบใบสั่งซื้อ เหมาะกับงานที่ต้องการการตัดสินใจหรือความละเอียดอ่อน
- Mixed Workflow (การผสมระบบ)
ผสม Workflow อัตโนมัติและมนุษย์ เช่น งานเอกสารบางขั้นตอนอัตโนมัติ แต่ต้องมีคนอนุมัติขั้นสำคัญ เหมาะกับองค์กรที่มีงานซับซ้อนและหลากหลาย

ตัวอย่าง Workflow ในการใช้งานจริงในองค์กร
การใช้งาน Workflow ในองค์กรช่วยให้การทำงานเป็นระบบ ชัดเจน และลดความผิดพลาด การมี Workflow คือ การกำหนดขั้นตอนงานและผู้รับผิดชอบแต่ละขั้นตอน ทำให้งานไม่ตกหล่นและติดตามสถานะได้ง่าย ตัวอย่าง Workflow ในการใช้งานจริงในองค์กรที่พบได้บ่อย คือ
- Workflow การอนุมัติเอกสาร (Approval Workflow)
Workflow นี้ช่วยให้ทุกขั้นตอนมีผู้ตรวจสอบและอนุมัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยื่นเอกสาร การตรวจสอบรายละเอียด ไปจนถึงการอนุมัติขั้นสุดท้าย ทำให้ลดความล่าช้าและความผิดพลาดในการอนุมัติเอกสาร นอกจากนี้ยังสามารถติดตามได้ว่าเอกสารอยู่กับใครและขั้นตอนถัดไปคืออะไร
- ใบขอซื้อ (PR)
Workflow จะช่วยให้การขอซื้อสินค้าหรือบริการผ่านขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน ตั้งแต่การยื่นคำขอ ตรวจสอบงบ อนุมัติ โดยลดโอกาสการตกหล่นและความล่าช้า
- ใบเสนอราคา (Quotation)
ทุกใบเสนอราคาสามารถถูกตรวจสอบและอนุมัติแบบเรียลไทม์ ทำให้ทีมขายและการเงินทำงานได้สอดคล้อง ลดความสับสนในการอนุมัติหลายฝ่าย
- ใบสั่งงาน
กำหนดขั้นตอนให้ชัดเจนว่าใครต้องอนุมัติและใครต้องดำเนินการต่อ ทำให้การเริ่มงานเป็นระบบและติดตามผลได้ง่าย
- Workflow งานจัดซื้อ (Procurement)
Workflow นี้ครอบคลุมตั้งแต่การร้องขอสินค้า ตรวจสอบงบ สั่งซื้อ รับของ และบันทึกบัญชี ทำให้กระบวนการจัดซื้อเป็นขั้นตอนชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของเอกสารและข้อผิดพลาดที่เกิดจากการจัดการแบบ Manual ทีมจัดซื้อสามารถติดตามสถานะคำสั่งซื้อและวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังเพื่อปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- Workflow การรับงานลูกค้า (Customer Request)
ครอบคลุมตั้งแต่การรับคำร้องจากลูกค้า ประเมินความต้องการ จัดส่งทีม ติดตามผล จนปิดงาน ทำให้การบริการรวดเร็วและไม่ตกหล่น ทีมสามารถติดตามงานแต่ละขั้นตอนได้แบบเรียลไทม์ ลดความสับสนและความผิดพลาดในการสื่อสาร ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการทันเวลาและสามารถให้ Feedback เพื่อนำไปปรับปรุงงานต่อเนื่อง
- Workflow ฝ่ายบุคคล (HR)
Workflow HR คือ การกำหนดขั้นตอนตั้งแต่พนักงานส่งคำขอ การตรวจสอบโดยหัวหน้างาน การอนุมัติโดยฝ่ายบุคคล ไปจนถึงการบันทึกข้อมูลในระบบ ช่วยให้ฝ่าย HR ประมวลผลคำขอได้รวดเร็ว ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย และลดความซ้ำซ้อนของเอกสาร ทำให้การบริหารงานบุคคลมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ลางาน
ระบบช่วยให้พนักงานยื่นคำขอออนไลน์ และ HR ตรวจสอบอนุมัติได้รวดเร็ว ลดเอกสารกระดาษ
- อนุมัติ OT
Workflow ช่วยคำนวณชั่วโมง OT และอนุมัติโดยผู้จัดการแบบเรียลไทม์
- อนุมัติค่าตอบแทน
กระบวนการอนุมัติค่าตอบแทนพนักงานทำได้เป็นขั้นตอน มีประวัติชัดเจน ลดข้อผิดพลาดในการจ่ายเงิน
- Workflow งานฝ่ายไอที (IT Ticketing)
ใช้สำหรับแจ้งปัญหาคอมพิวเตอร์ ขอซอฟต์แวร์ หรือการแก้ไขบั๊ก ทำให้ทีม IT สามารถจัดลำดับงานตามความสำคัญได้ Workflow แสดงสถานะงานตั้งแต่เปิด Ticket ตรวจสอบ ดำเนินการ จนถึงปิดงาน ทำให้ติดตามงานง่ายขึ้นและลดงานตกหล่น อีกทั้งช่วยให้วิเคราะห์ปัญหาซ้ำ ๆ และปรับปรุงระบบให้เสถียร พร้อมเก็บประวัติสำหรับ Audit หรือปรับปรุงกระบวนการในอนาคต
ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อไม่มี Workflow ที่ชัดเจน
เมื่อองค์กรไม่มี Workflow ที่ชัดเจน การทำงานมักขาดทิศทางและเกิดความสับสนระหว่างทีมงานอยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้นำไปสู่ปัญหามากมาย ทั้งความล่าช้า งานผิดขั้นตอน และคุณภาพงานที่ไม่สม่ำเสมอ ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อไม่มี Workflow ที่ชัดเจน คือ
- งานตกหล่น เพราะไม่มีลำดับงานแน่นอน
เมื่อไม่มี Workflow ที่ชัดเจน งานบางส่วนอาจถูกละเลยหรือลืมทำ ส่งผลให้โครงการล่าช้าและเสียโอกาสทางธุรกิจ การขาดลำดับงานที่ชัดเจนยังทำให้ทีมไม่รู้ว่าจะเริ่มทำงานจากจุดไหนก่อน
- อนุมัติช้า เพราะไม่รู้ว่าต้องส่งให้ใคร
หากไม่มี Workflow ระบุขั้นตอนและผู้อนุมัติที่ชัดเจน การอนุมัติเอกสารหรืองานสำคัญจะล่าช้า ทำให้กระบวนการทั้งหมดหยุดชะงักและเสียเวลาในการติดตาม
- ข้อมูลกระจัดกระจาย เพราะใช้ Line–Email–Excel ปนกัน
การทำงานแบบ Manual ใช้หลายช่องทางสื่อสาร ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายและสับสน ทีมงานต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของข้อผิดพลาด
- ไม่รู้สถานะงานว่าถึงไหนแล้ว
หากไม่มี Workflow ที่ชัดเจน ทีมงานและผู้บริหารไม่สามารถติดตามความคืบหน้าของงานได้ งานบางส่วนอาจค้างอยู่โดยไม่รู้ตัว ทำให้การวางแผนและปรับปรุงกระบวนการทำได้ยาก
- ทีมทำงานไม่เป็นระบบ ขาดความโปร่งใส
การขาด Workflow ทำให้ทีมทำงานแบบไม่เป็นขั้นตอน ไม่มีมาตรฐานร่วมกัน การสื่อสารไม่ตรงกันและงานซ้ำซ้อนเกิดขึ้นง่าย ลดประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานขององค์กร
ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องมีระบบ Workflow แบบดิจิทัล? (Digital Workflow)
ในยุคที่ธุรกิจต้องเคลื่อนไหวเร็ว การมี Workflow แบบดิจิทัลช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และสอดคล้องกับการทำงานสมัยใหม่ ทั้งในรูปแบบทีมเล็ก ทีมใหญ่ หรือการทำงานหลายแผนก
- งานเร็วขึ้น ลดความผิดพลาด
การใช้ Workflow แบบดิจิทัลทำให้ทุกขั้นตอนงานถูกจัดลำดับอัตโนมัติ และมีการแจ้งเตือนผู้รับผิดชอบเมื่อถึงเวลา ทำให้ทีมไม่พลาดขั้นตอนสำคัญ นอกจากนี้ ระบบยังช่วยลดข้อผิดพลาดที่มักเกิดจากการส่งเอกสารผิดหรือการสื่อสารที่ล่าช้า
- ลดงานเอกสาร
ทุกขั้นตอนของ Workflow คือ การบันทึกและติดตามงานออนไลน์ทั้งหมด ทำให้ลดการใช้กระดาษ ลดการจัดเก็บเอกสารซ้ำซ้อน และทำให้ทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีโดยไม่ต้องค้นหาเอกสารหลายที่
- เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้
ระบบดิจิทัลช่วยให้ผู้บริหารและทีมสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของงานแบบเรียลไทม์ รวมถึงย้อนดูประวัติการทำงานและการอนุมัติได้ทุกขั้นตอน ทำให้สามารถประเมินประสิทธิภาพทีมและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของคน
- เหมาะกับองค์กรที่ทำงานหลายทีม
Workflow แบบดิจิทัลช่วยเชื่อมต่อการทำงานข้ามแผนก ทำให้แต่ละทีมรู้ว่าต้องทำงานต่อจากขั้นตอนไหน ลดการสื่อสารผิดพลาด และทำให้งานไม่ตกหล่นระหว่างทีม
- รองรับการทำงานแบบ Remote / Hybrid
ระบบออนไลน์ของ Workflow ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานและติดตามสถานะงานได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสำนักงาน ทำให้รองรับรูปแบบการทำงาน Remote หรือ Hybrid ได้อย่างราบรื่น
- ทำงานได้ลื่นไหลขึ้นเพราะมีการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
การแจ้งเตือนอัตโนมัติทำให้ทีมไม่พลาด Deadline หรือขั้นตอนสำคัญ ทุกงานอยู่ในระบบเดียว สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ง่าย เพิ่มความต่อเนื่องในการทำงาน และทำให้โครงการเสร็จตรงเวลา
ความแตกต่างระหว่าง Workflow แบบดั้งเดิม vs Workflow แบบดิจิทัล
การทำงานในองค์กรสมัยใหม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ Workflow แบบดั้งเดิมไปสู่ Workflow แบบดิจิทัล ซึ่งแต่ละแบบมีความแตกต่างชัดเจนทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความโปร่งใส

KANNA ระบบ Workflow ที่ปรับใช้ได้ทุกอุตสาหกรรมในไทย
KANNA เป็นซอฟต์แวร์จัดการงานและ Workflow จากญี่ปุ่นที่ออกแบบมาให้เหมาะกับองค์กรไทยทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม โดยช่วยให้ทีมทำงานเป็นระบบ ลดความผิดพลาด และติดตามงานได้แบบเรียลไทม์
ฟีเจอร์เด่นที่ตอบโจทย์ Workflow
KANNA มีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการขององค์กร เพื่อให้การทำงานเป็นระบบและราบรื่น
กำหนดขั้นตอนอนุมัติเอกสารและงานสำคัญได้ตามกระบวนการจริงขององค์กร ระบบจะแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องทันที ลดความล่าช้าและความผิดพลาด
จัดการงาน แบ่งงานใหญ่เป็น Task และ Sub-task พร้อมมอบหมายความรับผิดชอบให้ทีมงานอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนรู้หน้าที่และสามารถติดตามความคืบหน้าได้ง่าย
วางแผนงานและติดตามเวลากำหนดส่งงานสำหรับแต่ละ Task พร้อมแจ้งเตือนความล่าช้า ช่วยให้ทีมจัดการเวลาและทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพ
ลดการสลับแอปหลายตัว ทีมสามารถสนทนา แชร์ข้อมูล และอัปเดตงานภายในระบบเดียว เพิ่มความสะดวกและลดความผิดพลาดจากการสื่อสาร
- การแจ้งเตือนอัตโนมัติ
ระบบแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาส่งงาน งานใกล้เสร็จ หรืองานที่ผู้รับผิดชอบยังไม่ได้ดำเนินการ ทำให้ทีมไม่พลาดขั้นตอนสำคัญ
ปรับ Workflow ให้ตรงกับกระบวนการและโครงสร้างของแต่ละองค์กร รองรับทั้งองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง และองค์กรขนาดใหญ่
KANNA รองรับการจัดการ Workflow ผ่าน Gantt Chart ที่ช่วยแสดงภาพรวมของงานทั้งหมดในรูปแบบไทม์ไลน์ ทำให้ทีมเข้าใจลำดับขั้นตอนของงานแต่ละส่วน เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Task และสามารถตรวจสอบว่างานใดต้องดำเนินการก่อนหรือหลังได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องมือการจัดการ Workflow จาก KANNA
KANNA สามารถปรับใช้ได้กับหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการทำงานเป็นระบบและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น
- อุตสาหกรรมก่อสร้าง
ติดตามหน้างาน วางแผนวัสดุและทีมงาน ทำให้โครงการก่อสร้างเสร็จตามกำหนดและลดความล่าช้า
- อุตสาหกรรมการผลิต
ควบคุมกระบวนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพ และติดตามความคืบหน้าของงานแต่ละขั้นตอน ลดความผิดพลาดและของเสีย
- อุตสาหกรรมไฟฟ้า แก๊ส ความร้อน และประปา
ตรวจสอบงานหน้างาน บันทึกผลการดำเนินงาน และอนุมัติเอกสารสำคัญ ทำให้ระบบงานมีมาตรฐานและสอดคล้องกับข้อกำหนด
- อุตสาหกรรมการเงินและประกันภัย
จัดการเอกสาร อนุมัติคำขอ และติดตามงานลูกค้า ทำให้กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติรวดเร็วและแม่นยำ
- อสังหาริมทรัพย์
บริหารโครงการ วางแผนงานข้ามฝ่าย และติดตามความคืบหน้าของงานทุกหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อนและปัญหาการสื่อสาร
- อุตสาหกรรมยานยนต์และการซ่อมบำรุงรถยนต์
จัดการ Workflow การซ่อม ตรวจสอบอะไหล่ และอนุมัติค่าใช้จ่าย ทำให้การซ่อมบำรุงรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สรุป
Workflow คือ ระบบจัดการขั้นตอนงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ Input, Process, Actor, Output และ Rules การมี Workflow ชัดเจนช่วยให้องค์กรลดความผิดพลาด ติดตามงานได้ง่าย และทำงานรวดเร็ว การลงทุนในระบบ Workflow คือการสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้องค์กรสามารถแข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะการใช้ Digital Workflow ผ่านเครื่องมืออย่าง KANNA ทำให้ทีมสามารถทำงานแบบเรียลไทม์ สื่อสารต่อเนื่อง ลดงานเอกสาร และปรับ Workflow ให้เหมาะกับองค์กรไทยทุกอุตสาหกรรม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: Workflow คืออะไร?
A: Workflow คือกระบวนการทำงานที่กำหนดขั้นตอน ลำดับงาน และผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ทีมทำงานเป็นระบบ
Q: ทำไมองค์กรต้องใช้ Workflow?
A: ช่วยให้ลดงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และติดตามงานได้แบบเรียลไทม์
Q: Digital Workflow แตกต่างจาก Workflow แบบดั้งเดิมอย่างไร?
A: Digital Workflow ใช้ระบบออนไลน์ อัตโนมัติ แจ้งเตือน และตรวจสอบงานได้ทันที
Q: KANNA ช่วยเรื่อง Workflow ได้อย่างไร?
A: KANNA ช่วยสร้าง Workflow อัตโนมัติ ตั้งลำดับขั้นตอน กำหนดผู้อนุมัติ ติดตามงานและแจ้งเตือนอัตโนมัติ
Q: องค์กรประเภทใดเหมาะกับ KANNA Workflow?
A: เหมาะกับทุกองค์กรที่ต้องการจัดการงานหลายทีม งานเอกสาร งานโครงการ หรืองานที่ต้องอนุมัติหลายขั้นตอน

กองบรรณาธิการ คอลัมน์ดิจิทัลไลเซชัน
KANNA (คันนะ) คือแพลตฟอร์มสนับสนุนการทำงานในรูปแบบดิจิทัลให้กับธุรกิจประเภทต่างๆ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน้างาน ไปจนถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กร
ในคอลัมน์นี้ ทีมงานของเรานำเสนอข้อมูลและบทความเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการโครงการ การบริหารธุรกิจ ไปจนถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อช่วยให้องค์กรทุกระดับสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น และยั่งยืน


